กีฬาซัดกันด้วย หมัดเปล่าที่พิสูจน์ว่า “พวกเขาไม่ได้โหดร้าย”

กีฬาซัดกันด้วย

กีฬาซัดกันด้วย ไม่มีอะไรจะตื่นเต้นไปกว่าการต่อสู้และก็เผชิญหน้ากันของสองยอดความสามารถบนสังเวียน

กีฬาซัดกันด้วย คำว่าหมัดต่อหมัด เป็นสิ่งที่ปลุกเร้าให้ลูกผู้ชาย (รวมทั้งลูกผู้หญิง) หลายท่านลุกขึ้นยืนเพื่อชิงความเป็นเยี่ยม

อย่างไรก็แล้วแต่ บางบุคคลกลับไม่อยากเดินตามวิถีนั้น การต่อยแบบมวยสากล หรือ MMA ก็ยังไม่หนักรวมทั้งยังไม่สะท้อนความเป็นคนนักสู้ได้มากเพียงพอ

กีฬาซัดกันด้วย

ชายคนหนึ่งก็เลยเพียรพยายามพิสูจน์ว่าคนจริงจำเป็นต้องซัดกันด้วยหมัดเปล่า และก็สิ่งที่เขามานะอีกทั้งเป็นการบอกโลกให้รู้ดีว่า “หมัดเปล่า” ไม่มีอันตรายกว่า และไม่ได้โหดร้ายอย่างที่ผู้ใดกันคิด มวยไทย7สี

การต่อสู้เป็นกีฬาประเภทแรกที่อยู่กับมนุษย์ชาติแล้วก็ทุกคนสามารถรู้เรื่องข้อตกลงกันอย่างดีเยี่ยม ผู้ใดกันแน่เข้มแข็งขว่า, ผู้ใดทรหดอดทนได้มากกว่า, ผู้ใดกันเอาจริงเอาจังกว่า รวมทั้งผู้ที่ยืนอยู่เป็นคนท้ายที่สุด คนคนนั้นเป็นผู้ชนะ

การวินิจฉัยที่ง่ายมากและก็ขั้นตอนการที่คนไหนกันก็รู้เรื่อง คนสองคนขึ้นต่อสู้กันและก็หาผู้ชนะ กล้วยๆอย่างงั้น สิ่งกลุ่มนี้ทำให้โลกที่การต่อสู้ถูกปรับปรุงแล้วก็ปรับเปลี่ยนเป็นแนวทางต่างๆมากมายก่ายกอง

จากที่คนสมัยเก่าเคยซัดกันด้วยหมัดไม่ ไม่ว่างระบุ แล้วก็ใส่กันจนถึงล้มไปข้างหนึ่ง ความดิบหยาบคายที่สู้กันจนตายก็แปรไปตามความเจริญของโลก

ในที่สุดในตอนนี้พวกเราก็ได้มองเห็นกีฬาอย่าง มวยไทย, มวยสากล, เทควันโด, มวยปล้ำ รวมทั้ง ศิลป์การต่อสู้แบบประสมประสาน (MMA) หรือที่หลายๆคนเรียกว่า มวยกรง กระทั่งเปลี่ยนเป็นกีฬาที่ได้รับการยินยอมรับจากคนดูและยังไม่ผิดกฎหมายอีกด้วย

สิ่งที่ทำให้กีฬาพวกนี้เป็นที่ยอมรับได้ บางทีอาจจะเป็นด้วยเหตุว่าความปลอดภัยที่มากขึ้นกว่าการต่อสู้กันของผู้คนในสมัยเก่าๆทุกกีฬาต่างมีข้อตกลงและก็วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยเซฟตี้ ทำให้มันไม่ไร้มนุษยธรรมเกินกว่าคำว่ามนุษย์เกินความจำเป็น

กีฬาซัดกันด้วย

แม้กระนั้น ใครอีกหลายๆคนไม่ได้ถูกใจความปลอดภัยเนื่องจากว่ามั่นใจว่ามันไม่ท้า คนพวกนี้มั่นใจว่าการต่อสู้จะเพอร์เฟ็คก็เมื่อได้ยินเสียงของกระดูกชนกัน เหม็นคาวเลือด

และก็สังเวียนที่แดงเถือกจากแผลแตกของนักสู้บนเวที พวกเขาก็เลยได้รวมตัวกันแล้วก็สร้างกีฬาต่อสู้ที่มีชื่อว่า “Bare-knuckle boxing” ที่สร้างความนิยมชมชอบจนกระทั่งขั้นว่ามีผู้แข่งขันเก่งๆจำนวนมากรวมทั้งมีการชิงชนะเลิศระดับนานาชาติอีกด้วย https://www.fudoshinkan.org

การต่อยแบบหมัดไม่ลุ่นๆไม่มีเซฟตี้ เคยเป็นที่ชื่นชอบในประเทศอังกฤษในตอนศตวรรษที่ 16 รวมทั้งณ เวลานั้นมิได้มีปัญหาเรื่องความรุนแรงอะไรก็ตามทั้งปวง ในช่วงเวลานั้นมิได้มีการเรียกว่าการต่อยหมัดไม่ แม้กระนั้นมันถูกเรียกว่า Boxing หรือการชกมวยปกตินั่นแหละ

การแข่งขันชิงชัยที่ข้างแพ้เจ็บเจียนตายนับว่าเป็นเรื่องธรรมดา รวมทั้งแปลงเป็นความเพลิดเพลินซึ่งสามารถยั่วยวนใจคนให้เข้ามาพอใจ มีการเจอบันทึกจากปี 1681 จากโบสถ์นิกายนิกายโปรเตสแตนท์ว่า

เคยมีการต่อยระหว่างทหารเอกของดยุยงกที่อัลเบมาร์ลปะทะกับผู้แทนจากฝั่งราษฎรเป็นพ่อค้าขายเนื้อ ก่อนที่จะในศตวรรษที่ 17 การชกมวยนับได้ว่าเป็นผู้แทนของความเป็นลูกผู้ชาย นักมวยจะถูกชื่นชมให้เป็นผู้ที่มีความชำนาญเรื่องศาสตร์การปกป้องตัวชั้นสูง

ข้อตกลงการต่อยในสมัยแรกๆนั้นไม่มีอะไรเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีการแบ่งรุ่นน้ำหนัก ไม่มีการจำกัดชู สามารถใช้ทุกส่วนของร่างกายได้หมด รวมทั้งสิ่งนั้นก็ถูกส่งต่อมาเรื่อยมีการเพิ่มข้อตกลงรวมทั้งเพิ่มการดูแลเรื่องความปลอดภัย จนถึงเปลี่ยนเป็นการชกมวยแบบในตอนนี้

แต่ว่าอย่างที่บอกไป เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีฝูงชนที่อยากนำการต่อสู้กันเริ่มแรกกลับมา การต่อยที่ไม่ต้องมีอะไรมากั้น เพียงแต่ว่าสิ่งนี้ไม่เคยถูกต้องตามกฎหมาย การต่อยแบบไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือคุ้มครองแล้วก็ไม่มีนวม ถือว่าเป็นการต่อสู้ที่เหี้ยมโหดอำมหิตเหลือเกิน กระทั่งจำเป็นต้องแอบตั้งขึ้นสัมพันธ์แล้วก็จัดแจงแข่งกันในแบบ “งานใต้ดิน”

จนกว่าความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในบาร์แห่งหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในตอนราว 10 กว่าปีกลายแค่นั้น มีชายคนหนึ่งที่มั่นใจว่าจะสามารถส่งเสริมการต่อยแบบ กางร์นักเคิล หรือการต่อสู้แบบหมัดไม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ ชื่อของเขาเป็น เดวิด เฟลด์แมน

เฟลด์แมน เป็นเจ้าของบาร์แห่งหนึ่งที่คลั่งไคล้สำหรับการชกมวยมากมาย ในสมัยก่อนเขาเคยขึ้นสังเวียนในเวทีระดับมาตรฐานมาก่อน เขาได้เจอกับนักมวยชาวแคนาดาชื่อว่า บ็อบบี้ กันน์ ที่พูดว่าอันที่จริงแล้วการต่อยด้วยหมัดไม่เป็นวิถีที่เหมาะสมกับมนุษย์เยอะที่สุด โดยนักต่อยคนนั้นบากบั่นจะกล่าวว่า

ครอบครัวของเขามีขนบธรรมเนียมของชาวไอริช มันเป็นวิถีแบบ “เซลติเตียนก” การต่อยกันด้วยมือไม่ถือได้ว่าเป็นการหยุดข้อโต้เถียงเวลามีกิจกรรมในครอบครัวใหญ่เจริญที่สุด โดยตัวของ กันน์ บอกกับ เฟลด์แมน และก็จุดประกายการช่วยส่งเสริมว่าการต่อยด้วยหมัดไม่เซฟร่างกายของมนุษย์ได้มากกว่าการต่อยแบบใส่นวมแน่ๆ

เฟลด์แมน เองก็ประทับใจในความดิบนี้ เขาทดลองอุตสาหะหาทางปลุกกระแสมวยหมัดไม่ให้เกิดขึ้น โดยเริ่มก่อไฟในปี 2006 โดยเริ่มจากการจัดเวทีต่อสู้แบบประสมประสานก่อน แต่ว่าก็มิได้เป็นที่ชื่นชอบหรือมีชื่อเสียงอะไรนัก

จนกว่าในปี 2014 เฟลด์แมน นั่งเปิดทวิตเตอร์รวมทั้งพบว่ามีการลงคลิปของเหล่านักสู้มือเปล่า ที่อัพโหลดโชว์ไฟต์ต่างๆในอินเทอร์เน็ต กระทั่งทำให้ตัวของ เฟลด์แมน กลับมาตื่นเต้นกับการต่อสู้แบบงี้อีกที พร้อมทั้งตั้งอกตั้งใจจะพิสูจน์เรื่องความปลอดภัยของมัน เพื่อจัดให้มีการจัดแข่งการต่อยหมัดไม่แบบถูกต้องตามกฎหมายได้ในอนาคต

“ผมมองเห็นรวมทั้งผมบอกผู้อื่นในทันทีว่า ผมมีไอเดียจะที่ทำให้มันเป็นการชิงชัยชิงชนะเลิศโลกที่ถูกตามกฎหมาย แต่ว่าผู้คนจำนวนมากกล่าวว่าให้ลืมไปได้เลย เพราะว่าประเด็นนี้เคยมีคนคิดจะส่งเสริมให้เกิดมาก่อนสุดแต่ก็โดนไม่ยอมรับไปทั้งปวง สิ่งที่คือปัญหามาตลอดเป็นพวกเขาเห็นว่ามันอันตรายกับนักต่อยนั่นแหละ” เฟลด์แมน กล่าว

แม้ว่าจะถูกห้าม แม้กระนั้นอย่างต่ำๆเฟลด์แมน ก็ได้ทราบดีว่าปัญหาที่ทำให้การต่อยหมัดไม่ไม่ผ่านคณะกรรมการเป็นจุดไหน และก็เขาควรต้องบากบั่นปรับแต่งมันให้ได้ เพื่อมันถูกตามกฎหมายดังที่หวังไว้หากจะให้เป็นกีฬาสากล

เฟลด์แมน จำเป็นต้องเพียรพยายามพิสูจน์หลายประเภท เขาอุตสาหะอ้อนวอนจาก ดานา ไวท์ ประธาน UFC ชมรม MMA เบอร์ 1 ของโลก และก็เจ้าพ่อที่แวดวง เพื่อช่วยส่งเสริม แม้กระนั้น ไวท์ ตอบกลับแบบไม่สนใจ และก็มั่นใจว่าฝันของเขาจะไม่เป็นจริงแน่ๆ เฟลด์แมน ได้แต่ว่าพูดว่า “ช่างเถิด ถ้าอย่างนั้นคุณกับผม พวกเราเตรียมความพร้อมไปพบกันบนดินอีกครั้งก็ได้”

“พวกเราเพียงแค่ไปเคาะประตูบ้านแล้วโดนประตูบานนั้นชนหน้า” เฟลด์แมน กล่าว พร้อมเสริมว่า “ผมเข้าไปภายในโดยรู้ดีว่ากำลังจะถูกไม่ยอมรับ แม้กระนั้นก็ไม่ทันได้คิดว่าจะถูกไม่ยอมรับอย่างสม่ำเสมอขนาดนี้”

เฟลด์แมน เดินหน้าขอความเห็นจากทุกทาง รวมทั้งพบว่าสิ่งที่เขาขาดเป็น ข้อตกลงที่ครอบคลุมเรื่องสุขภาพรวมทั้งร่างกายของนักต่อย เขาต้องทำให้ทุกคนไม่เป็นอันตราย เอาง่ายๆเป็นเจ็บตัวได้ตามธรรมชาติของกีฬาต่อสู้ แม้กระนั้นข้อแย้งเป็นต้องห้ามเสี่ยงตายจนมากเหลือเกิน ด้วยเหตุว่าโน่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนกลัวการต่อยแบบหมัดไม่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเขาก็เลยร่างกฎขึ้นมา 10 ข้อ เพื่อความปลอดภัยกับอีกทั้งนักต่อย แล้วก็ผู้ชมก็จะสามารถดูได้โดยไม่หวาดเสียวและก็ทุกข์ใจกระทั่งเกินความจำเป็น

อาทิเช่น ต่อย 5 ชู ชูละ 2 นาที เมื่อมีเลือดไหลจนถึงมีผลต่อทัศนวิสัยสำหรับเพื่อการต่อสู้ของนักต่อย อนุญาตให้หยุดห้ามเลือดได้ 30 วินาที นักสู้สามารถใช้เทปพันที่ข้อมือ นิ้วโป้ง รวมทั้งฝ่ามือได้ ด้วยผ้าพันแผลครึ้มไม่เกิน 2.5 มิลลิเมตร อนุญาตให้ใช้การต่อยสิ่งเดียวเพียงแค่นั้น จำเป็นต้องใช้ “หมัด” ที่กำเอาไว้สนิท ตบหรือตีมิได้เด็ดขาด เช่นเดียวกันกับการใช้อาวุธอื่นๆอย่างหมัด หัวเข่า ศอก ฯลฯ

“ผมไม่เคยกล่าวว่า BKB ไม่มีอันตรายกว่าการชกมวยหรือ MMA หากแม้คนอีกจำนวนไม่น้อยจะละเลยสิ่งนี้ แต่ว่าที่ผมกล่าวมาตลอดเป็น การต่อย BKB มิได้อันตรายอย่างยิ่งไปกว่าการต่อสู้ไหนๆทั้งหมด” เฟลด์แมน กล่าว

นอกเหนือจากออกกฎเรื่องความปลอดภัยแล้ว เฟลด์แมน ยังอ้างอิงงานศึกษาวิจัยโดย ดร.ดอน มุซซี่ ประธานสัมพันธ์หมอริงไซด์ ที่ศึกษาค้นพบว่าการต่อยหมัดไม่อาจจะก่อให้ร่างกายมีแผลง่ายขึ้น และก็มีรอยช้ำมากยิ่งกว่าการชกมวยธรรมดา แต่หมัดเปลือยๆนั้นไม่เป็นอันตรายสำหรับสมองของนักสู้มากยิ่งกว่าการชกมวยแบบใส่นวม และยังรวมไปถึงนวมแบบ MMA ด้วย

“การบาดเจ็บที่สมองมีความหมายแล้วก็เป็นภัยรุกรามต่อนักกีฬากลุ่มนี้มากยิ่งกว่า และก็โน่นเป็นสิ่งที่พวกเราควรจะให้ความใส่ใจ รอยแผลไม่ใช่เรื่องสำคัญพอๆกับการเจ็บสะสมด้านใน หากมีแผลแตก ผมก็แค่เย็บปิดแผล มันจะใช้เวลาเพียงแค่ 45 วัน แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับมาธรรมดามากยิ่งกว่า 90%” ดอน มุซซี่ ที่ตอนหลังได้มาดำเนินการกับ ชมรมต่อสู้หมัดไม่ กล่าว

แต่ว่าขณะที่หลายสิ่งกำลังเข้าที่เข้าทาง BKFC ก็มีปัญหาใหม่ๆเมื่อ จัสติน ธอร์นตัน นักต่อยวัย 38 ปีบาดเจ็บรุนแรงข้างหลังแพ้น็อกให้ ดิลลอน เช็คเลอร์ สำหรับการขึ้นชกที่เมืองมิสสิสซิปปี เมื่อสิงหาคม โดยในจังหวะดังกล่าวข้างต้น เขาโดนหมัดขวากระแทกเข้าเต็มหน้า ก่อนลงไปนอนสลบโดยการเอาหน้าลงพื้น ก่อนที่จะผู้ตัดสินจะสั่งจบการประลองด้วยเวลาแค่ 19 วินาทีในชูที่ 1 เพียงแค่นั้น รวมทั้งเขาก็ถูกนำตัวส่งโรงหมอโดยทันที

ภายหลังไปถึงโรงหมอ ธอร์นตัน มีลักษณะอัมพาตเล็กน้อย รวมทั้งจะต้องสวมเครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจตรงเวลานับเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ทั้งยังมีภาวการณ์ติดโรคในปอด จำเป็นต้องให้ยารักษาการบาดเจ็บรอบๆไขสันหลัง ท้ายที่สุดเขาก็เสียชีวิตในตอนต้นต.ค.ก่อนหน้าที่ผ่านมา

การค้นคว้าวิจัยของ ดร. ดอน กำลังถูกรื้อถอนขึ้นมาเรียนอีกที และก็เป็นหน้าที่ของ BKFC ที่จะจำเป็นต้องพิสูจน์ว่า ทั้งสิ้นที่พวกเขาเคยทำยังคงมีความปลอดภัยที่น่าไว้ใจ

นี่บางครั้งก็อาจจะเป็นอุบัติเหตุ ทั้งยังก่อนหน้านี้ แวดวงต่อสู้อื่นๆก็มีเหตุที่นักกีฬาเสียชีวิตเหมือนกัน แต่ว่าการต่อสู้ก็จำต้องก้าวเดินต่อไป เพราะเหตุว่าตลาดของแวดวงนี้ยังคงเข้มข้น อีกทั้งมวยสากล, MMA รวมทั้ง BKB กำลังต่อสู้แย่งความชื่นชอบกันอย่างถึงใจถึงอารมณ์